ข้อมูลดีๆ ข้อมูลตรงๆ หาง่ายนิดเดียว
วิกิพีเดีย... ภาษาไทย (http://th.wikipedia.org)
เอาไว้หาข้อมูลได้สารพัด
อาทิ....
ระบบสารสนเทศ (Information System หรือ IS)
เป็นระบบพื้นฐานของการทำงานต่างๆ ในรูปแบบของการเก็บ (input) การจัดการ (processing) เผยแพร่ (output) และมีส่วนเก็บข้อมูล (storage)
ระบบสารสนเทศเป็นการรวมกลุ่มของฮาร์ดแวร์, ซอฟต์แวร์, มนุษย์, กระบวนการ, ฐานข้อมูล และอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อจัดเก็บข้อมูลสารสนเทศให้องค์กรบรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
ระบบสารสนเทศนั้นจะประกอบด้วย
- ข้อมูล (Data)
หมายถึง ค่าของความจริงที่ปรากฏขึ้น โดยค่าความจริงที่ได้จะนำมาจัดการปรับแต่งหรือประมวลผลเพื่อให้ได้สารสนเทศที่ต้องการ - สารสนเทศ (Information)
คือ กลุ่มของข้อมูลที่ถูกตามกฎเกณฑ์ตามหลักความสัมพันธ์ เพื่อให้ข้อมูลเหล่านั้นมีประโยชน์และมีความหมายมากขึ้น - การจัดการ (Management) คือ การบริหารอย่างเป็นระบบ เป็นการกำหนดเป้าหมายและทิศทางการจัดการขององค์กรนั้น ซึ่งต้องมีการวางแผน กำหนดการ และจัดการทรัพยากรภายในองค์กร เพื่อให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ขององค์กรนั้นๆ
--------
ข้อมูล (data) หรือ ข้อมูลดิบ
หมายถึง ข้อเท็จจริง หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น อาจจะเป็นตัวเลข ตัวอักษร หรือสัญลักษณ์ก็ได้. ข้อมูลที่ดีจะต้องมีความถูกต้องแม่นยำ และเป็นปัจจุบัน เช่น ปริมาณ ระยะทาง ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ คะแนนของนักเรียน รายงาน บันทึก ฯลฯ ระบบ การจัดการความรู้ ทั้งหมดได้แก่
ข้อมูลเหล่าที่ผ่านกระบวนการประมวลผลแล้ว เราจะเรียกว่า สารสนเทศ (information)
- ข้อมูล -> (กระบวนการประมวลผล) -> สารสนเทศ
ข้อแตกต่างระหว่างข้อมูลและสารสนเทศ
ข้อมูลแตกต่างจากสารสนเทศคือ ข้อมูลเป็น ส่วนของข้อเท็จจริง โดยได้จากการเก็บมาจากเหตุการณ์ต่างๆ สารสนเทศคือข้อมูลที่นำมาผ่านกระบวนการเพื่อสามารถนำไปใช้ ในการตัดสินใจต่อไปได้ทันทีหรือการนำข้อมูลมาประมวลผลเพื่อการนำไปใช้งาน ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ตัวอย่างข้อแตกต่างระหว่างข้อมูลและสารสนเทศ
- ข้อมูล: นิสิตในมหาวิทยาลัยนเรศวรมีจำนวน 36,000 คน อาจารย์มีจำนวน 350 คน
- สารสนเทศ: อัตรานิสิตต่ออาจารย์ของมหาวิทยาลัยนเรศวร = 36,000/350 = 102.86
--------
สารสนเทศ (information)
เป็นผลลัพธ์ของกระบวนการและการจัดการข้อมูลโดยการรวมความรู้เข้าไปต่อผู้รับสารสนเทศนั้น สารสนเทศมีความหมายหรือแนวคิดที่กว้าง และหลากหลาย ตั้งแต่การใช้คำว่าสารสนเทศในชีวิตประจำวัน จนถึงความหมายเชิงเทคนิค ตามปกติในภาษาพูด แนวคิดของสารสนเทศใกล้เคียงกับความหมายของการสื่อสาร เงื่อนไข การควบคุม ข้อมูล รูปแบบ คำสั่งปฏิบัติการ ความรู้ ความหมายสื่อความคิด การรับรู้ และการแทนความหมาย
ปัจจุบันผู้คนพูดเกี่ยวกับยุคสารสนเทศว่าเป็นยุคที่นำไปสู่ยุคแห่งองค์ความรู้หรือปัญญา นำไปสู่สังคมอุดมปัญญา หรือสังคมแห่งสารสนเทศ และ เทคโนโลยีสารสนเทศ แม้ว่าเมื่อพูดถึงสารสนเทศ เป็นคำที่เกี่ยวข้องในศาสตร์สองสาขา คือ วิทยาการสารสนเทศ และ วิทยาการคอมพิวเตอร์ ซึ่งคำว่า "สารสนเทศ" ก็ถูกใช้บ่อยในความหมายที่หลากหลายและกว้างขวางออกไป และมีการนำไปใช้ในส่วนของ เทคโนโลยีสารสนเทศ และ การประมวลผลสารสนเทศ
สิ่งที่ได้จากการนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้มาประมวลผล เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ตามจุดประสงค์ สารสนเทศ จึงหมายถึง ข้อมูลที่ผ่านการเลือกสรรให้เหมาะสมกับการใช้งานให้ทันเวลา และอยู่ในรูปที่ใช้ได้ สารสนเทศที่ดีต้องมาจากข้อมูลที่ดี การจัดเก็บข้อมูลและสารสนเทศจะต้องมีการควบคุมดูแลเป็นอย่างดี เช่น อาจจะมีการกำหนดให้ผู้ใดบ้างเป็นผู้มีสิทธิ์ใช้ข้อมูลได้ ข้อมูลที่เป็นความลับจะต้องมีระบบขั้นตอนการควบคุม กำหนดสิทธิ์ในการแก้ไขหรือการกระทำกับข้อมูลว่าจะกระทำได้โดยใครบ้าง นอกจากนี้ข้อมูลที่เก็บไว้แล้วต้องไม่เกิดการสูญหายหรือถูกทำลายโดยไม่ได้ตั้งใจ การจัดเก็บข้อมูลที่ดี จะต้องมีการกำหนดรูปแบบของข้อมูลให้มีลักษณะง่ายต่อการจัดเก็บ และมีรูปแบบเดียวกัน ข้อมูลแต่ละชุดควรมีความหมายและมีความเป็นอิสระในตัวเอง นอกจากนี้ไม่ควรมีการเก็บข้อมูลซ้ำซ้อนเพราะจะเป็นการสิ้นเปลืองเนื้อที่เก็บข้อมูล
สารสนเทศในความหมายของข้อความ
สารสนเทศสามารถหมายถึงคุณภาพของข้อความจากผู้ส่งไปหาผู้รับ สารสนเทศจะประกอบไปด้วย ขนาดและเหตุการณ์ของสารสนเทศนั้น สารสนเทศสามารถแทนข้อมูลที่มีความถูกต้องและความแม่นยำหรือไม่มีก็ได้ ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งข้อเท็จจริงหรือข้อโกหกหรือเป็นเพียงเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้น สารสนเทศจะเกิดขึ้นเมื่อมีผู้ส่งข้อความและผู้รับข้อความอย่างน้อยฝ่ายละหนึ่งคนซึ่งทำให้เกิดการสื่อสารของข้อความและเข้าใจในข้อความเกิดขึ้น ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับ ความหมาย ความรู้ คำสั่ง การสื่อสาร การแสดงออก และการกระตุ้นภายใน การส่งข้อความที่มีลักษณะเป็นสารสนเทศ ในขณะเดียวกันการบกวนการสื่อสารสารสนเทศก็ถือเป็นสารสนเทศเช่นเดียวกัน
ถึงแม้ว่าคำว่า "สารสนเทศ" และ "ข้อมูล" มีการใช้สลับกันอยู่บ้าง แต่สองคำนี้มีข้อแตกต่างที่เด่นชัดคือ ข้อมูลเป็นกลุ่มของข้อความที่ไม่ได้จัดการรูปแบบ และไม่สามารถนำมาใช้งานได้จนกว่าจะมีการจัดระเบียบและดึงออกมาใช้ในรูปแบบสารสนเทศ
--------
บิต (bit)
เป็นหน่วยข้อมูลที่เล็กที่สุด ใช้ระบบคอมพิวเตอร์แบบดิจิทัล และทฤษฎีข้อมูล
ข้อมูลหนึ่งบิต มีสถานะที่เป็นไปได้ 2 สถานะ คือ
เคลาด์ อี แชนนอน (Claude E. Shannon) เริ่มใช้คำว่า บิต ในงานเขียนของเขาในปี พ.ศ. 2491 โดยย่อจากคำเต็มคือ binary digit (หรือ binary unit) แชนนอนได้กล่าวถึงที่มาของคำนี้ว่ามาจาก จอห์น ดับบลิว ทูคีย์ (John W. Tukey)
ไบต์ (byte)
เป็นกลุ่มของบิต ซึ่งเดิมมีได้หลายขนาด แต่ปัจจุบัน มักเท่ากับ 8 บิต ไบต์ขนาด 8 บิต มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า ออกเท็ต (octet) สามารถเก็บค่าได้ 256 ค่า (28 ค่า, 0 ถึง 255) ส่วนปริมาณ 4 บิต เรียกว่านิบเบิล (nibble) สามารถแทนค่าได้ 16 ค่า (24 ค่า, 0 ถึง 15)
เวิร์ด (word) เป็นคำที่ใช้เรียกจำนวนบิตที่มากขึ้น แต่ก็ไม่มีขนาดเป็นมาตรฐานตายตัว บนเครื่องคอมพิวเตอร์สถาปัตยกรรม IA-32 จำนวน 16 บิตจะเรียกว่าเวิร์ด ในขณะที่ 32 บิตเรียกว่า ดับเบิลเวิร์ด (double word) หรือ dword ในขณะที่สถาปัตยกรรมอื่น ๆ หนึ่งเวิร์ดมีค่าเท่ากับ 32 บิต, 64 บิต หรือค่าอื่น ๆ
ในระบบโทรคมนาคม หรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ความเร็วในการส่งนิยมใช้หน่วยในรูปของ บิตต่อวินาที (bps - bits per second)
บิตเป็นหน่วยวัดข้อมูลเล็กที่สุดที่ใช้กันทั่วไป แต่ในขณะนี้มีการวิจัยกันในเรื่องการคำนวณทางควอนตัมคิวบิต (qubit) (quantum bit) (quantum computing) ซึ่งใช้หน่วยวัดข้อมูลเป็น
- 1 กิโลบิต(Kb) = 1000 บิต หรือ 1024 บิต
- 1 เมกะบิต(Mb) = 1000 กิโลบิต หรือ 1024 กิโลบิต
- 1 จิกะบิต(Gb) = 1000 เมกะบิต หรือ 1024 เมกะบิต
- 1 เทราบิต(Tb) = 1000 จิกะบิต หรือ 1024 จิกะบิต
--------
ไบต์ (byte)
หมายถึง เนื้อที่ที่คอมพิวเตอร์จัดไว้สำหรับเก็บข้อมูล 1 ตัวอักษรตามรหัสแอสกี (เช่น A, B, C, ก, ข, ค, ง ฯลฯ) หรือจำนวนเต็ม 1 จำนวน (-128 ถึง 127 เมื่อคิดเครื่องหมาย หรือ 0 ถึง 255 เมื่อไม่คิดเครื่องหมาย) โดยปกติแล้ว 1 ไบต์จะประกอบด้วยข้อมูลเลขฐานสองจำนวน 8 บิต และใช้เป็นหน่วยวัดขนาดของหน่วยความจำหรือสื่อบันทึกข้อมูลว่า สามารถเก็บข้อมูลได้กี่ตัวอักษร
ในวิทยาการคอมพิวเตอร์ หน่วยวัดที่ใช้กันนั้น นิยมวัดเป็นกิโลไบต์ (Kilobyte) เมกะไบต์ (Megabyte) จิกะไบต์ (Gigabyte) และเทระไบต์ (Terabyte) ซึ่งแต่ละหน่วยวัดมีค่าตัวคูณต่างกัน 1,024 หรือ 210 หน่วย แต่มนุษย์จะประมาณค่าตัวคูณไว้ที่ 1,000 หน่วยเพื่อความสะดวกในการคำนวณ หน่วยวัดแต่ละหน่วยสามารถสรุปได้ดังนี้
- 1 กิโลไบต์ = 1,024 ไบต์
- 1 เมกะไบต์ = 1,048,576 ไบต์ หรือ 1,024 กิโลไบต์
- 1 จิกะไบต์ = 1,073,741,824 ไบต์ หรือ 1,024 เมกะไบต์
- 1 เทระไบต์ = 1,099,511,627,776 ไบต์ หรือ 1,024 จิกะไบต์
นอกจากนี้ยังมี เพตะไบต์ (Petabyte) เอกซะไบต์ (Exabyte) เซตตะไบต์ (Zettabyte) และยอตตะไบต์ (Yottabyte) ซึ่งมีค่าตัวคูณ 1,024 หน่วยถัดจากเทระไบต์เป็นต้นไป แต่ยังไม่มีสื่อบันทึกข้อมูลใดสามารถเก็บข้อมูลได้มากขนาดนั้นในปัจจุบัน
ปัจจุบันนี้ เพื่อลดความสับสนระหว่างค่าตัวคูณ 1,024 (210) หน่วยและ 1,000 (103) หน่วย ทาง SI จึงได้มีหน่วยสำหรับฐาน 2 แยกออกมา เช่นจากกิโล
การเปรียบเทียบ
--------
OSI Model หรือ OSI Reference Model
หรือชื่อเต็มว่า Open Systems Interconnection Basic Reference Model เป็นมาตรฐานการอธิบายการติดต่อสื่อสารและโปรโตคอลของระบบคอมพิวเตอร์ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยองค์กรที่ชื่อว่า International Organization for Standardization (ISO)
โมเดลนี้ได้ถูกแบ่งย่อยออกเป็น 7 ชั้นอันได้แก่ Application, Presentation, Session, Transportation, Network, Data Link และ Physical ตามลำดับจากบนลงล่าง เหตุผลที่โมเดลนี้ถูกแบ่งออกเป็น 7 ชั้นก็เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจว่าแต่ละชั้นนั้นมีความสำคัญอย่างไร และสัมพันธ์กันอย่างไรระหว่างชั้น ซึ่งโดยหลักๆแล้วแต่ละชั้นจะมีความสัมพันธ์โดยตรงกับชั้นที่อยู่ติดกันกับชั้นนั้นๆ
- Presentation Layer
ชั้นที่หกเป็นชั้นที่รับผิดชอบเรื่องรูปแบบของการแสดงผลเพื่อโปรแกรมต่างๆที่ใช้งานระบบเครือข่าย - Session Layer
ชั้นที่ห้านี้ทำหน้าที่ในการจัดการกับเซสชั่นของโปรแกรม ชั้นนี้เองที่ทำให้ในหนึ่งโปรแกรมยกตัวอย่างเช่น โปรแกรมค้นดูเว็บ(Web browser)สามารถทำงานติดต่ออินเทอร์เน็ตได้พร้อมๆกันหลายหน้าต่าง - Transport Layer
ชั้นนี้ทำหน้าที่ดูแลจัดการเรื่องของความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการสื่อสาร ซึ่งการตรวจสอบความผิดพลาดนั้นจะพิจารณาจากข้อมูลส่วนที่เรียกว่า checksum และอาจมีการแก้ไขข้อผิดพลาดนั้นๆ โดยพิจารณาจาก ฝั่งต้นทางกับฝั่งปลายทาง (End-to-end)โดยหลักๆแล้วชั้นนี้จะอาศัยการพิจารณาจาก พอร์ต (Port)ของเครื่องต้นทางและปลายทาง - Network Layer
ชั้นที่สามจะจัดการการติดต่อสื่อสารข้ามเน็ตเวิร์ค ซึ่งจะเป็นการทำงานติดต่อข้ามเตเวิร์คแทนชั้นอื่นๆที่อยู่ข้างบน - Data Link Layer
ชั้นนี้จัดเตรียมข้อมูลที่จะส่งผ่านไปบนสื่อตัวกลาง - Physical Layer
ชั้นสุดท้ายเป็นชั้นของสื่อที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร ซึ่งอาจจะเป็นทั้งแบบที่ใช้สายหรือไม่ใช้สาย ตัวอย่างของสื่อที่ใช้ได้แก่ Shield Twisted Pair(STP), Unshield Twisted Pair(UTP), Fibre Optic และอื่นๆ
--------
โครงสร้างแบบ ทีซีพี/ไอพี (TCP/IP model)
เป็นมาตรฐานที่ทำให้คอมพิวเตอร์ภายในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต สามารถเชื่อมต่อเข้าหากัน และติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ เป็นมาตรฐานที่ว่าด้วยการกำหนดวิธีการติดต่อสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์ โดยใช้แนวคิดของการแบ่งลำดับชั้นโปรโตโคล
ลำดับชั้นของโปรโตคอลในระบบอินเทอร์เน็ต
ลำดับชั้นของโปรโตคอลในระบบอินเทอร์เน็ต มีำลำดับชั้นที่น้อยกว่าโครงสร้างลำดับชั้นของโอเอสไอ โดยในโอเอสไอมีลำดับชั้นของโปรโตคอลทั้งหมด 7 ชั้น แต่ในระบบอินเทอร์เน็ตมีทั้งหมดเพียง 4 ชั้นเท่านั้น
| 4 | ชั้นการประยุกต์ใช้งาน (application layer) | เช่น HTTP, FTP, DNS เป็นต้น |
| 3 | ชั้นขนส่ง (transport layer) | เช่น TCP, UDP, RTP เป็นต้น |
| 2 | ชั้นอินเตอร์เนต (Internet layer) | เช่น ไอพี |
| 1 | ชั้นการเชื่อมต่อ (Link layer) | เช่น Ethernet, Wi-Fi เป็นต้น |
ชั้นการเชื่อมต่อ
ชั้นการเชื่อมต่อ หรือ Link layer สามารถเทียบได้กับชั้นที่ 1 และ 2 ในโครงสร้างแบบ โอเอสไอ เป็นลำดับชั้นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับระบบอินเทอร์เน็ตโดยตรง แต่เป็นระบบพื้นฐานของการเชื่อมต่อที่ระบบอินเทอร์เน็ตใช้ส่งข้อมูลภายในเครือข่าย
หน้าที่ของชั้นนี้สำหรับการส่งข้อมูล เนื่องจากตัวแบบ ทีซีพี/ไอพี ไม่ได้กำหนดมาตรฐานในข้อตอนนี้อย่างมากนัก กำหนดไว้เพียงว่าให้สามารถส่งข้อมูลสู่เครือข่ายได้เท่านั้น ทำให้ไม่สามารถระบุเนื้อหาหน้าที่ที่ชัดเจนได้ ดังนั้นจึงอาจจะยกระบบของ โครงสร้างแบบ โอเอสไอทั้งสองชั้นแรกมาซึ่งได้แก่การจัดเตรียมข้อมูลเพื่อให้เหมาะสมก่อนที่จะส่งไปตามสายส่งไปยังที่หมายปลายทาง ซึ่งได้แก่การจัดเตรียมPacket Header การควบคุมระบบฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่จะใช้ในการจัดส่ง เช่น การเชื่อมต่อกับNetwork cardDevice Driver หน้าที่สำหรับการรับข้อมูลคือ คอยรับกรอบของข้อมูลที่ได้รับ นำข้อมูลส่วนหัวออกมา และจัดเตรียมข้อมูลเพื่อส่งต่อไปยังชั้นเครือข่าย และการใช้งาน
ชั้นอินเตอร์เนต
ชั้นอินเตอร์เนต หรือ Internet Layer เทียบได้กับชั้นที่ 3 ซึ่งคือ Network Layer ในโครงสร้างแบบ โอเอสไอ เป็นชั้นที่มีหน้าที่ส่งข้อมูลจากจุดเริ่มต้นไปยังปลายทาง โดยหาเส้นทางที่ข้อมูลจะใช้เดินทางผ่านเครือข่ายหนึ่งไปยังอีกเครือข่ายหนึ่งจนกระทั้งถึงปลายทาง
โปรโตคอลที่ใช้ในชั้นนี้คือ อินเทอร์เน็ตโปรโตคอล หรือ ไอพี ทำหน้าที่เปรียบเสมือนซองจดหมายซึ่งระบุถึงที่อยู่ของต้นทางและปลายทาง โดยมีบุรุษไปรษณีย์ทำหน้าที่ส่งจดหมายนั้นผ่านกรมการไปรษณีย์ในพื้นที่ต่าง ๆ จนถึงจุดหมายปลางทาง ที่อยู่บนซองจดหมายในอินเทอร์เน็ตโปรโตคอลเรียกว่า หมายเลขไอพี ที่ทำการไปรษณีย์คือเราเตอร์ที่ทำหน้าที่ค้นหาเส้นทางที่เหมาะสมเพื่อส่งข้อมูลไปตามสายส่งจนกระทั้งถึงปลายทาง
ชั้นขนส่ง
ชั้นขนส่ง หรือ Transport layer เทียบได้กับชั้นที่ 4 ในโครงสร้างแบบ โอเอสไอ เป็นชั้นที่มีหน้าที่ควบคุมการส่งข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์สองเครื่องที่ติดต่อกัน ซึ่งอาจแบ่งได้สองลักษณะคือ บริการการส่งข้อมูลแบบที่สถาปณาการเชื่อมต่อ และบริการการส่งข้อมูลแบบไม่สถาปณาการเชื่อมต่อ และจัดส่งข้อมูลไปยังapplicationที่ต้องการข้อมูล
โปรโตคอลที่นิยมใช้ในชั้นนี้ได้แก่ TCP, UDP, RTP
ชั้นการประยุกต์ใช้งาน
ชั้นการประยุกต์ใช้งาน หรือ Application layer เทียบได้กับชั้นที่ 5 ถึง 7 ในโครงสร้างแบบ โอเอสไอ จะครอบคลุมบริการที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความปลอดภัย การเข้ารหัส การเชื่อมต่อระหว่างโปรแกรมประยุกต์ และเป็นชั้นที่โปรแกรมประยุกต์ใช้งานโดยตรง โดยโปรโตคอลที่อยู่บนชั้นนี้จะถูกออกแบบให้เหมาะสำหรับประเภทของโปรแกรมประยุกต์เฉพาะทาง เช่น โปรแกรมอีเมลใช้โปรโตคอล SMTP สำหรับส่งอีเมล ใช้โปรโตคอล POP3 สำหรับรับและเรียกดูอีเมล, ส่วนโปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์ใช้โปรโตคอล HTTP สำหรับเรียกดูเว็บเพจ เป็นต้น
ขั้นตอนการรับส่งข้อมูลผ่านโครงสร้างแบบทีซีพี/ไอพี
โปรแกรมประยุกต์จะส่งผ่านข้อมูลซึ่งก็คือโปรโตคอลที่ตนใช้งานเช่น HTTP หรือ SMTP ผ่านไปยังลำดับชั้นต่างๆของ โครงสร้างแบบ TCP/IP เริ่มต้นที่ชั้นขนส่ง(Transport Layer) ซึ่งโปรแกรมประยุกต์จะต้องกำหนดหมายเลขท่า(Port Number)ของตนว่าจะใช้หมายเลขใด เพื่อให้ข้อมูลที่ใช้รับส่งสามารถส่งถึงโปรแกรมประยุกต์ที่เรียกใช้งานได้ถูกต้อง ที่ชั้นนี้ข้อมูลจะถูกแบ่งเป็นส่วนๆเรียกว่า Segment จากนั้นจะส่งผ่านไปยังชั้นเครือข่าย(Internetwork Layer) โดยในชั้นนี้จะมีหมายเลขไอพี(IP address) เป็นที่อยู่ของอุปกรณ์หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานโปรแกรมประยุกต์อยู่ ข้อมูลจาก Segment จะถูกห่อหุ้มและส่งในรูปแบบของ Packet โดยที่ Packetต่างๆจะถูกกำหนดเส้นทางที่จะเริ่มต้นส่งออกไปยังระบบเครือข่าย ซึ่งข้อมูลนี้จะถูกกำหนดอยู่ในส่วนหัวของ Packet เรียกว่า Packet Header สุดท้ายข้อมูลจะถูกส่งไปชั้นสุดท้ายคือชั้นการเชื่อมต่อ ซึ่งหมายถึงการเชื่อมต่อของคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ต่างๆภายในเครือข่าย โดยแต่ละจุดเชื่อมต่อจะเรียกว่าโหนด(node) ข้อมูลจะถูกส่งไปยังโหนดต่างๆที่มีการเชื่อมต่อจากโหนดเริ่มต้นไปยังโหนดต่อไปและต่อไปเรื่อยๆจนกระทั้งถึงโหนดปลายทาง
--------
อ. พีระพล ยุวภูษิตานนท์
ภาควิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร)
ที่มา http://www.ee.mut.ac.th/home/peerapol/dsp_3rd.htm
ผมได้มาจา่กการ search ใน google อย่างนี้ -
http://www.google.co.th/search?hl=th&rls=GFRC%2CGFRC%3A2007-16%2CGFRC%3Aen&q=c+%3D+b+log2+%281%2Bsnr%29&btnG=%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%B2&meta=lr%3Dlang_th
..... แชนนอน (C.E.Shannon) ซึ่งเป็นผู้วางรากฐานทางทฤษฎีให้แก่ระบบการสื่อสารดิจิตอล ได้กล่าวว่า อัตราส่งข้อมูลสูงสุด (Maximum data rate) ของช่องการสื่อสาร (channel) หนึ่ง จะขึ้นอยู่กับแบนด์วิทและ SNR และ ทฤษฎีบทที่กล่าวถึงความสัมพันธ์นี้มีชื่อเรียกว่าทฤษฎีบทฮาร์ทเลย์-แชนนอน (Hartley-Shannon Theorem) โดยอัตราส่งข้อมูลสูงสุด จะมีชื่อเรียกอย่างหนึ่งว่าเป็นความจุของการสื่อสารข้อมูล (capacity) จะหาได้จากC = B*log2(1+SNR) (bits/sec)
โดยที่ B นั้นคือ แบนด์วิท ของ ช่องการสื่อสาร สังเกตว่า หาก แบนด์วิทของช่องการสื่อสารมีค่าคงที่ ความจุข้อมูลสูงสุดนั้นขึ้นอยู่กับระดับสัญญาณรบกวนเป็นสำคัญ ตัวอย่าง หากช่องการสื่อสารหนึ่งมีแบนด์วิท B และ SNR ตามที่แสดงในตารางที่ 1 คือ 3000 Hz และ SNR = 36 dB ตามลำดับ เราจะได้ค่าความจุของช่องการสื่อสารนี้ เป็น C = 3000*log2(1+ 10(36/10)) = 35.8 กิโลบิทต่อวินาที แต่หาก SNR เพิ่มเป็น 50 dB จะได้ อัตราส่งข้อมูลสูงสุดถึงประมาณ 50 กิโลบิทต่อวินาที........
--------
ดิจิตอลออดิโอ Digital Audio
โดย ดร. ธีรเกียรติ์ เกิดเจริญ
(http://nanotech.sc.mahidol.ac.th/comlab/audio/index.html) ดิจิตอลกับอนาล็อก
- ลองนึกถึงว่าถ้าเราจับคนสองคนมายืนห่างกันสัก 1 เมตร แล้วให้เขาสื่อสารกันด้วยมือ โดยกำหนดให้ชูนิ้วโป้ง หมายถึง "ระวัง" นิ้วชี้หมายถึง "กระทืบเท้า" และอื่นๆ จากนั้นลองขยับให้เขายืนห่างจากกันไกลมากขึ้นเป็น 2 เมตร 3 เมตร จนถึง 10 เมตร การสื่อสารของคนทั้งสองก็จะเริ่มมีปัญหา
- คราวนี้ลองให้เขาใช้รูปแบบแค่สองอย่างคือ กำมือ กับ แบมือ เพื่อแทนความหมาย แต่ให้ใช้จำนวนของการกำมือและแบมือ แทนความหมายต่างๆ เราจะพบว่าระยะทางที่ใช้ ในการสื่อสาร กับมีระยะไกลขึ้น อาจถึง 50 เมตรสำหรับคนสายตาปรกติ ตัวอย่างแรกนั้นเราอาจแทนการสื่อสารแบบอนาล็อก ที่สัญญาณที่ใช้ นั้นเป็นสัญญาณดิบ ซึ่งนิ้วแต่ละนิ้วเป็นตัวแทนของสัญญาณโดยตรง ไม่ต้องใช้เวลาในการแปลความหมายอีก ตัวอย่างที่สอง นั้นเราอาจเปรียบเช่นการสื่อสารแบบดิจิตอล คือผู้ส่ง (encoder) จะต้องนำความหมายที่จะส่งมาทำให้อยู่ในรูป on/off ผู้รับ (decoder) ก็จะต้องนำสัญญาณมาแปลค่า ก่อนใช้งาน ดังนั้นการสื่อสารแบบดิจิตอล จึงมี ค่าเสียเวลา ซึ่งทำให้การสื่อสารแบบนี้ มักจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับคอมพิวเตอร์ แต่ข้อดีในการรักษาความถูกต้องของสัญญาณ อันเนื่องมาจาก การที่ระบบดิจิตอลใช้ extreme value ของสัญญาณมาแทนค่านั่นเอง
--------
ข้อมูล และขนาดของข้อมูล
(http://kromchol.rid.go.th/survey/training2549/training_paper/computer_maintenance1.htm
“ข้อมูล”
ในทางคอมพิวเตอร์หมายถึง สิ่งต่างๆที่ถูกจัดเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์หรือสื่อบันทึกข้อมูลต่างๆ โดยจัดเก็บไว้อยู่ในรูปแบบของ ข้อมูลภาพ ข้อมูลเสียง ข้อมูลตัวเลขหรือตัวอักษรและอื่นๆ ความจุ หรือขนาดของข้อมูล
หน่วยที่ใช้ในการวัดขนาดของข้อมูล มีดังนี้
- บิต(Bit)
เป็นหน่วยวัดที่ใช้ในการบอกขนาดของข้อมูลที่มีขนาดเล็กที่สุด โดยแต่ละบิตถูกแสดงด้วยตัวเลขไบนารี่ 0 หรือ 1 บ่งบอกถึงสถานะทำงาน - ไบต์(Byte)
เป็นหน่วยวัดพื้นฐานที่สำคัญสำหรับใช้ในการบอกขนาดของข้อมูลหรือไฟล์ที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไป โดย 1 ไบต์จะมี 8 บิต ซึ่งสามารถใช้แทนตัวอักษรใดๆ - 1 ตัวกิโลไบต์ (Kilobyte ตัวย่อคือ KB)
มีค่าเท่ากับ 1,024 ไบต์ ซึ่งเทียบเท่าตัวอักษรประมาณ 1,000 ตัว หรือประมาณ 1 หน้ากระดาษ - เมกกะไบต์ (Megabyte ตัวย่อคือ MB)
มีค่าเท่ากับ 1,048,576 ไบต์ หรือประมาณ 1 ล้านไบต์ หรือเทียบเท่าตัวอักษรประมาณ 1 ล้านตัว หรือประมาณ หนังสือ 1 เล่ม - กิกะไบต์ (Gigabyte ตัวย่อคือ GB)
เป็นหน่วยวัดที่มักใช้บอกความจุของอุปกรณ์จำพวก ฮาร์ดดิสก์, แผ่นดีวีดี และอื่นๆ โดยจะมีค่าเท่ากับ 1,073,741,824 ไบต์ หรือประมาณ 1 พันล้านไบต์ หรือประมาณ หนังสือที่ถูกเก็บบรรจุอยู่ในตู้หนังสือจำนวน 1 ตู้ - เทอราไบต์ (Terabyte ตัวย่อคือ TB)
เป็นหน่วยวัดที่มีขนาดใหญ่มาก ซึ่งปัจจุบันมีอุปกรณ์เพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้นที่มีความจุมากถึงระดับนี้ แต่ด้วยปริมาณความต้องการข้อมูลที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆจึงมีแนวโน้มว่าอีกไม่นานความจุระดับนี้จะเริ่มมีให้เห็นแพร่หลายมากขึ้น ซึ่งเทอราไบต์มีค่าเท่ากับ 1,099,511,627,776 ไบต์ หรือประมาณ 1 ล้านล้านไบต์ ซึ่งเทียบเท่าตัวอักษร 1 ล้านล้านตัวหรือประมาณหนังสือทั้งหมดที่บรรจุอยู่ในห้องสมุด 1 ห้อง
--------
ลิ้งค์ดีๆ
- การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย ของ ม.สยาม >>
- การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย ของ อ.กฤษณะ มีสุข แผนกวิชาช่างอิเล็กทรอนิกส์ วท.เชียงใหม่ >>
--------
ดีไหมครับ?